top of page

เสียงเรียกร้องของคนริมเขื่อน

IMG_9334.jpg

ภาพ/เรื่อง :จิตติมา หลักบุญ

ตั้งแต่วันที่ 30 มกราคมที่ผ่านมา หากนั่งรถผ่านถนนราชดำเนินนอก คุณอาจจะเห็นพี่น้องสมัชชาเกษตรกรจากภาคอีสานซึ่งสูญเสียที่ดินทำกินจากการทำชลประทาน มาปักหลักเรียกร้องค่าชดเชยบริเวณหน้ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์

 

โดยการมาเรียกร้องครั้งนี้ชาวบ้านกล่าวว่าจะยังไม่กลับถ้าเรื่องไปยังไม่ถึงครม. และจะไม่เชื่อคำโกหกที่มาจากตัวแทนฝ่ายรัฐบาลอีกแล้ว แม้จะไม่รู้เวลาที่แน่ชัดว่าพวกเขาจะได้กลับบ้านเมื่อไร แต่พวกเขาก็จะปักหลักรอจนกว่าจะได้คำตอบที่น่าพึงพอใจ หรือจนกว่าจะมั่นใจว่าจะได้รับเงินชดเชยจากความเสียหายจากการสูญเสียที่ดินทำกิน

 

เขื่อนราษีไศลเป็นหนึ่งใน 14 โครงการสร้างเขื่อนกักเก็บน้ำบริเวณ แม่น้ำโขง แม่น้ำชีและแม่น้ำมูล ภายใต้ชื่อโครงการ “อีสานเขียว” โดยเขื่อนราษีไศลได้รับการอนุมัติให้ก่อสร้างจากคณะรัฐมนตรีในสมัยชาติชาย ชุณหะวัณ ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อปี 2532 และเริ่มกักเก็บน้ำตั้งแต่ปี 2536

การก่อสร้างเขื่อนกินพื้นที่กว่า 900 กิโลเมตรตลอด 2 ฝั่งแม่น้ำมูล ซึ่งเป็นพื้นที่รอยต่อสามจังหวัด อันได้แก่ จังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดร้อยเอ็ด และจังหวัดสุรินทร์ 

การกักเก็บน้ำของเขื่อนนั้นไม่ได้เป็นหนึ่งในตัวช่วยที่ทำให้ชาวบ้านมีน้ำใช้ในการทำการเกษตรมากเพียงพอและเท่าเทียม ซ้ำร้ายยังสร้างปัญหาน้ำท่วมจนชาวบ้านที่อาศัยและมีที่ดินทำกินบริเวณริมแม่น้ำมูลได้รับความเดือดร้อนติดต่อกันมาเป็นระยะเวลาหลายต่อหลายปี

ฟังเสียงเหล่าชาวบ้านผู้ได้รับความเดือดร้อนมาเป็นเวลา 28 ปี ที่รวมตัวกันมาปักหลักประท้วงเพื่อทวงสิทธิ์ที่พวกเขาควรจะได้รับ และต่อสู้กับความเพิกเฉยของรัฐไทยด้วยการนอนกลางดิน กินกลางทรายเป็นเวลาร่วมเดือน

IMG_9325.jpg

“ตายเขากะบ่งึดดอก ถ้าเขางึดเขากะเฮ็ดให่เฮาแล้วล่ะ” (มีคนตายเขาก็ไม่สนใจหรอก ถ้าเขาใส่ใจเขาก็คงทำให้เราแล้วล่ะ) ทองศรี จากคำ หนึ่งในผู้ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนราษีไศล เล่าว่าการมาประท้วงในเรื่องเดียวกันนี้เมื่อปี 2563 มีหนึ่งในผู้เรียกร้องต้องเสียชีวิตจากการถูกรถชน

การไม่มีห้องน้ำเป็นสัดเป็นส่วนก็ทำให้ชาวบ้านบางส่วนต้องข้ามถนนไปขอเข้าห้องน้ำที่สน.นางเลิ้งและวัดที่อยู่บริเวณใกล้เคียง และเมื่อปี 2563 มีผู้มาเข้าร่วมการประท้วงต้องเสียชีวิตลงจากการข้ามถนนกลับมาจากการไปขอใช้สุขาที่สน. นางเลิ้ง

IMG_9228.jpg
IMG_9214.jpg

วอน วงศ์วิลา อายุ 70 ปี มาจากอำเภอศิลาลาด จังหวัดศรีสะเกษเพื่อปักหลักประท้วงอยู่บริเวณหน้ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ตั้งแต่วันที่ 30 มกราคม เขาเล่าว่าน้ำท่วมมาเป็นเวลาหลายปี ตั้งแต่มีการสร้างเขื่อนก็มีน้ำท่วมที่ดินทำกินมาตลอด จากที่เคยทำนาข้าวได้ก็ไม่สามารถทำในพื้นที่ใกล้แม่น้ำได้แล้ว และต้องเปลี่ยนไปทำอย่างอื่น เช่นการปลูกมัน แต่ก็ได้ราคาไม่ดีนัก ขายได้เพียงกิโลละสองบาทเท่านั้น

IMG_9203.jpg

ถวิล ภูมิพันธ์ อายุ 66 ปี วิยนต์ สุระคำ อายุ 69 ปี พุทธ คตสุวรรณ อายุ 64 ปี เรียงลำดับจากซ้ายไปขวา ต้องจากถิ่นฐานมาเป็นเวลาหนึ่งเดือนเพื่อมาเรียกร้องสิทธิ์ของตัวเองที่หน้ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์

 

พวกเขาเล่าว่าปีที่ผ่านมาเขาเคยมาเรียกร้องกับสมัชชาคนจนที่มาเรียกร้องเรื่องการได้รับความเดือดร้อนจากการทำชลประทานที่กรุงเทพแล้ว แต่ก็ต้องกลับมาทวงสิทธิ์ตัวเองอีกครั้งเพราะรัฐไม่ตอบสนองข้อเรียกร้องของพวกเขา ที่ผ่านมาผู้แทนจากภาครัฐเพียงแค่ให้คำสัญญาว่าจะดำเนินการให้แล้วส่งพวกเขากลับถิ่นฐานเท่านั้น

“เขาโกหกเรามาสามครั้งแล้ว ยื่นไว้แล้วเขาก็เหมารถให้เรากลับบ้าน บอกว่ารอวันที่เท่านั้นเท่านี้ก็ไม่เห็นสักที”

 

ตอนกลางคืนพักกันอยู่ตรงไหน?

“ก็นอนกันตรงนี้แหละ” เขาพูดขณะนั่งอยู่บนเสื่อที่ถูกปูบนฟุตบาทซึ่งถูกเปลี่ยนเป็นที่นอนของพวกเขาในยามค่ำคืน

 

ต้องมานอนอยู่ตรงนี้ลำบากไหม?

“ลำบาก ยุงมันเยอะ ถ้าไม่กางมุ้งก็อยู่ไม่ได้ ดีหน่อยที่ลมโกรก ช่วงนี้ยังดีหน่อย หน้าฝนยิ่งลำบากกว่านี้ ต้องยืนหอบผ้าหอบข้าวสารไว้ ถือไว้กลัวมันเปียก หน้านี้ยังอยู่ง่ายหน่อย หน้าฝนลำบากกว่านี้ ทั้งยุงทั้งฝน ได้ยืนจนถึงเช้าเลยก็มี อดหลับอดนอนเพราะมันนอนไม่ได้ มันเปียกไปหมด”

IMG_3847.jpg
IMG_9247.jpg

ของใช้ที่นางไข คำพิระ อายุ 66 ปี หนึ่งในผู้ประท้วงจากอำเภอรัตนบุรี จังหวัดสุรินทร์  นำติดตัวมาจากบ้านเพื่อใช้ในประจำวันระหว่างปักหลักประท้วงที่กรุงเทพมหานคร

IMG_9237.jpg

นางไข คำพิระ อายุ 66 ปี ที่นอนของเธออยู่หลังป้ายรถเมล์ซึ่งตั้งอยู่บริเวณเกาะกลางถนนหน้า สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม โดยมีเพียงผ้าใบผืนใหญ่หนึ่งผืนที่กั้นที่นอนของเธอออกจากเขตของป้ายรถเมล์

 

“พูดเรื่องลำบากยังไงมันก็ลำบาก เราไม่เคยมานอนแบบนี้ นอนอยู่บ้านกินอาหาร เวลาเข้าห้องน้ำอาบน้ำมันก็ไม่ใช่แบบนี้ มันก็ต้องอดทน เพื่อว่าเรามาทวงสิทธิ์ของเรา ที่เขาทำของเรา มาเอานาเราแล้วไปขุดเขื่อนขุดคลองแล้วไม่ยอมทำให้

 

มาอยู่นี่ค่าใช้จ่ายก็สามสี่พันแล้ว ก็หลายบาท แต่ก็ต้องทน เดี๋ยวก็ซื้อ ไม่ใช่แค่ว่าซื้อของกินนะ ซักผ้าถ้าอยากสะดวกก็ต้องไปจ้างเขา ห้องน้ำถ้าอยากสะดวกก็ต้องจ่ายครั้งละสิบบาท ห้าบาท

 

ปีก่อนกับปีที่แล้วเราไม่เคยต้องมาอยู่นานขนาดนี้เลย แค่สิบวันก็กลับแล้ว แต่ไม่มีอะไรคืบหน้าเลย เขามาโกหกเราทุกวัน เขามาบอกว่า กลับไปเดี๋ยวทำให้นะ แต่พอเราไปแล้วเขาก็ไม่ทำอะไร เขาไม่เคยดูแล รับเรื่องไว้แล้วไม่ดูแล”

IMG_9343.jpg

“จะเข้าห้องน้ำก็เขาครั้งละ 5 คน ผู้ชายอยู่ข้างนั้น ผู้หญิงอยู่ข้างนี้”

ไข คำพิระ ชี้นิ้วไปยังบริเวณที่เธอบอกว่าเป็นห้องน้ำที่ถูกจัดสรรไว้ให้ ซึ่งบริเวณที่ว่านั้นเป็นเพียงผ้าใบสีน้ำเงินสลับสีขาวกั้นไว้เพื่อให้ผู้มาประท้วงได้มีพื้นที่ใช้สอยในการอาบน้ำ”

IMG_3812.jpg

“ไม่เคยอาบแบบนี้แต่ก็ต้องจำใจอาบ ก็เอาแค่พออยู่ได้ ต้องเอาผ้าถุงผ้าซิ่นมา ลำบากมันก็ลำบาก แต่ก็ต้องอดทน มันก็สู้มาหลายปีแล้ว”

 

ในการมาประท้วงตั้งแต่เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา แม้ว่าพวกเขาจะทำการยื่นเรื่องเพื่อขอห้องน้ำไปที่กทม. แล้วถึงสามครั้ง แต่นี่เป็นครั้งแรกที่การมาปักหลักประท้วงของพวกเขาไม่มีห้องน้ำจากกทม. มาให้บริการ ซึ่งต่างจากปีก่อนๆ ที่จะได้รับการอำนวยความสะดวกมาเสมอ

IMG_9279.jpg
IMG_9311.jpg

“น้ำท่วมก็บอกให้เขามาช่วยเหลือ อยากให้เขามาดูแลหน่อย เพราะว่าที่ทำกินเราใช่ไหมล่ะ ไปทำเขื่อนท่วมแล้วก็ไม่สนใจ ก็ปล่อยให้น้ำท่วมอยู่อย่างนั้น พอมาเรียกร้องเขาก็ว่ามาตีเอาราคาแพงๆ จะให้ไร่ละสามพัน แล้วให้ไร่ละเท่านั้นมันจะไปซื้อที่ดินใหม่ได้เหรอ บางคนเขาก็ไม่ได้มีไร่มีนา ให้น้อยมันก็ไม่มีเงินไปซื้อต่อ”

 

ทองศรี จากคำ หญิงชราในเสื้อคอกระเช้าคุยกับผู้เขียนผ่านมุ้งสีฟ้าที่ถูกกางขึ้นมาเพื่อป้องกันเธอและเพื่อนจากยุงที่ชุกชุมในเวลากลางคืน

 

"นี่มาอยู่หนึ่งเดือนแล้วก็ยังไม่เห็นตั้งคณะกรรมการตรวจสอบสิทธิ์เลย ขนาดคณะกรรมการตรวจสอบสิทธิ์ก็ยังไม่เห็นทำให้เลย ทุกอย่างมันยากไปหมด เขาคงไม่อยากให้เรานั่นแหละ เขาไม่อยากจ่าย

 

มาเราก็ไม่มีใครจ้างหรอก เรามาด้วยความเดือดร้อนของเราเอง พอเขาเห็นหน้าเขาก็พูดว่า ‘อ้าวมาอีกแล้ว ใครจ้างมาล่ะ’ เขาว่าอย่างนั้น เขาไม่เข้าใจ ‘ไม่มีใครจ้างมาหรอก มาทวงสิทธิ์’ เราก็พูดไปแบบนี้ ไม่มีใครอยากมากรุงเทพฯ ไม่ค่อยมีเงิน ไม่มีใครอยากมาหรอกถ้าต้องมาอยู่อย่างนี้ ไม่มีใครอยากมาหรอกถ้าไม่ใช่มาเพื่อทวงสิทธิ์” เธอเล่าถึงเหตุการณ์ที่มีคนดูหมิ่นการมาเรียกร้องของสมัชชาเกษตรกรว่าอาจมีคนอยู่เบื่องหลังในการมาเรียกร้องที่กรุงเทพฯ

 

“มาทุกปี เขาไม่ทำให้เราก็ต้องมาทวงสิทธิ์ของเรา ไม่มีคนจ้างหรอก เพราะว่าเราก็มีไร่มีนาจริง น้ำก็ท่วมจริงๆ แต่เขาไม่เข้าใจเรา พูดง่ายๆ ก็คือเขาไม่เคยอยู่บ้านนอกนั่นแหละ คนในเมืองเขาเคยสบาย แต่เราเคยลำบาก คนเคยทำกินไม่ได้ทำกินมันก็เดือดร้อนถูกไหม จากที่เคยมี ทุกวันนี้น้ำท่วมทำอะไรก็ไม่ได้ เลี้ยงวัวเลี้ยงควายก็ไม่ได้ น้ำท่วมนาก็ทำไม่ได้ หากินก็ไม่ได้ 

 

ถ้าเขาให้เงินมาก็จะไปหาซื้อที่ ที่ไหนเขาขายก็จะซื้อไว้ทำกิน สักไร่สองไร่ก็ยังดี ใช่ไหมล่ะ มันท่วมไปหมด หาฟืนก็หาไม่ได้ มีแต่น้ำขาวโพลนไปหมด เคยเก็บเห็ดก็ไม่ได้เก็บ เก็บเห็ดผึ้งเห็ดตักเต่า เคยเก็บขายได้ปีหนึ่งไม่น้อยก็ไม่ได้เก็บแล้วเดี๋ยวนี้น้ำท่วมหมด

คนที่เขาอยู่ในเมืองเขาไม่เข้าใจหรอกว่าเรามีวิถีชีวิตแบบไหน เขามีทางซื้อ เขาได้ใช้เงินเดือน ทำงานก็อยู่ในห้องแอร์

 

ชีวิตในกรุงเทพมันไม่มีใครอยากมาหรอก ลำบากเราแก่แล้ว บางทีคนแก่มีโรคประจำตัวมาอยู่ก็ลำบาก คนมีโรคประจำตัวก็กลับไป หมอนัดก็กลับไปเอายา ได้ยาแล้วก็กลับลงมา คนที่เป็นหนักก็รอรักษา แข็งแรงแล้วก็ค่อยกลับลงมาใหม่”

© Copyright All Rights Reserved

bottom of page